มูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ

ประวัติความเป็นมา

วันที่ 11 ธ.ค. 2561
ประวัติความเป็นมา ของมุลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ
 
          “คนเก่ง”     เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและเห็นคุณค่า โดยเฉพาะคนเก่งที่มีความคืดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม ย่อมนำพาชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด  นักวิชาการ และผู้ปกครอง ผู้นำประเทศจึงมุ่งเน้นคนและพัฒนาคนเก่งเพื่อให้เขาได้พัฒนาบ้านเมืองอย่างยั่งยืน“คนเก่ง”ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนถูกละเลย จะก่อผลเสียต่อมนุษยชาติอย่างมากมาย เพราะเขาอาจใช้ความสามารถที่มีอยู่ไปใช้ในทางที่ผิด จนอาจถึงขั้นที่เรียกว่า “อัจฉริยะอาชญากร (Gifted   Criminals)”
            ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2520  ประเทศไทยประสพปัญหา “สมองไหล”  กล่าวคือ คนเก่งหลายคนที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาความสามารถทั้งจากรัฐบาลและเอกชน มีแนวคิดไปทำงานในต่างประเทศซึ่งทั้งการ “ซื้อตัว” และมีทั้งการสมัครใจ เพราะในขณะนั้นความเจริญก้าวหน้าจากการทำงานในประเทศ ปละต่างประเทศมีความแตกต่างอย่างโดดเด่นจึงเกิดภาวะที่คนเก่งๆ ไม่ได้กลับมาทำงานพัฒนาประเทศ หากแต่ไปทำงานต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีบางประเทศที่มาเสาะหาเด็กแววดี แล้วให้ทุนการศึกษาเล่าเรียนและพัฒนาความสามารถและขอไปอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม แม้หลายคนจะสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข ผลักดันจากรัฐบาลมากนัก  ในช่วงเวลานั้นได้มีนายแพทย์ท่านหนึ่ง คือ พลอากาศโท นายแพทย์สดับ ธีระบุตร ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นประธานมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสูญเสียของประเทศในจุดนี้ จึงได้กระตุ้นให้ภาควิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศรียครินทรวิโรฒ ผลิตบัณฑิตในสาขานี้เพื่อพัฒนาบุคลากรที่จะไปส่งเสริมเด็กในโรงเรียนให้พัฒนาความสามารถได้เต็มศักยภาพ ซึ่งย่อมมีเด็กปัญญาเลิศรวมอยู่ด้วย
             ในช่วงเวลานั้น ศาสตราจารย์ ดร.อารี สัณหฉวี ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ จึงได้นำแนวคิดนี้มาดำเนินการ และในฐานะที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประสาธิต มศว ด้วย  จึงเกิดโครงการพัฒนาเด็กปัญญาเลิศขึ้น โดยความร่วมมือจากคณาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ และอาจารย์ของโรงเรียนประถมสาธิต มศว
เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างกว้างขวางราบรื่นพลอากาศโท นายแพทย์สดับ ธีระบุตร จึงได้มอบเงินทุนก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาพิเศษขึ้นในปี พ.ศ. 2523 ซึ่งเป็นองค์กรแรกของประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสามารถพิเศษของเด็กฉลาดหรือในช่วงนั้นมีคำเรียกหลายคำ เช่น เด็กเก่ง (อังกฤษเรียก Very Able Child)  เด็กปัญญาเลิศ (นิยมใช้ในสหรัฐอมริกา GiftedChildren)  มูลนิธิจึงได้ชื่อว่า “ มูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ”  ผู้มีอุปการคุณที่เป็นแรงผลักดันอีกท่านคือ หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา ซึ่งเดินทางไปศึกษาโดยได้รับทุนการศึกษาจากครุสภาให้ไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับ Gifted Education”  และได้จัดอบรมสัมมนาวิชาการ แก่คณาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้สนใจ ในเรื่องการพัฒนาเด็กปัญญาเลิศ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการวางรากฐานที่เป็นองค์ความรู้สำคัญให้แก่ คณาจารย์ และผู้ปกครอง   มูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น จากสื่อสารมวลชน คือ นิตยสารรักลูก   จากบริษัทผลิตของเล่นคือ บริษัทแปลนทอยส์ หรือจากนักธุรกิจอื่นๆ อีกหลายท่านที่ได้อุทิศตนมาร่วมเป็นกรรมการดำเนินงาน
              กิจกรรมหลักของมูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ คือการค้นหาองค์ความรู้ในการพัฒนาเด็ก ซึ่งคณะทำงานได้ทำการวิจัย ทดลองกับนักเรียนประถมสาธิต มศว และการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลเด็กให้พัฒนาความสามารถที่มีได้อย่างเต็มศักยภาพ กิจกรรมด้านนี้จึงมีทั้ง การฝึกอบรม การสัมมนา การไปร่วมประชุมวิชาการระดับนานาชาติ  การผลิตบทความ ตำรา จุลสาร เพื่อเผยแพร่ความรู้ และยังเปิดเวทีสำหรับบุคคลทั่วไปที่สามารถสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของมูลนิธิฯ เพื่อร่วมกิจกรรมต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2534  ภาควิชาการศึกษาพิเศษได้เปิดสอนนิสิตระดับปริญญาโท วิชาเอกการศึกษาพิเศษ สาขาการศึกษาสำหรับเด็กปัญญาเลิศ ซึ่งจัดเป็นหน่วยงานแรก และหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ผลิตบุคลากรด้านนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ การที่มีการผลิตงานวิจัย และเกิดโครงการต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์  โรงเรียนจุฬาภรณ์วิทยาลัย เป็นต้น แนวคิดในการพัฒนาเด็กเก่งช่วงต้นๆ ให้ความสำคัญเรื่องของเชาว์ปัญญา (EQ) เป็นสำคัญ การคัดเด็กเก่งเข้าโครงการส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศก็มักจะต้องมีระดับ IQ  อยู่ด้วยเสมอ แม้แต่สัญลักษณ์ของมูลนิธิก็ใช้แนวคิดของ เซนซูริ (Renzulli) ที่เชื่อว่าเด็กปัญญาเลิศ คือเด็กที่มี IQ สูงเกณฑ์เฉลี่ย มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความมานะมุ่งมั่น ต่อมามีกระแสความคิดที่เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อนักวิชาการพบว่า ระดับ IQ จากแบบทดสอบอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะบ่งชี้ความสำเร็จของบุคคล กระแสความคิดนี้ได้มีการตอบรับมากขึ้นเมื่อ ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner)ได้เสนอทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) ซึ่งชี้ประเด็นให้เห็นเด่นชัดว่า ความสามารถของบุคคลมีหลายด้าน บางคนก็โดดเด่นบางด้านเป็นพิเศษ  นักวิชาการศึกษาในประเทศไทยก็ขานรับความคิดนี้จึงเรียก เด็กปัญญาเลิศ เสียใหม่ว่า เป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และกระทรวงศึกษาธิการก็ได้พยายามจัดโครงการเพื่อพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางครั้งก็ใช้คำเรียกว่า “เด็กหัวแหลม”  ไม่ว่าคำที่ใช้เรียก เด็กเก่ง ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่อาจละเลยได้ จะเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ของมูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศที่กำหนดไว้ในตราสารก็ยังคงระบุไว้อย่างชัดเจนว่า   มูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.      ช่วยการศึกษาของนักเรียนที่มีปัญญาเลิศ
2.      ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเด็กปัญญาเลิศ
3.      ร่วมมือ และประสานงานกับองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน
4.      ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
มูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศมีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย   ศรีนครินทรวิโรฒ  กรุงเทพมหานคร
 
 
 

มูลนิธิส่งเสริมเด็กปัญญาเลิศ

ที่อยู่ ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 114 สุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

โทรศัพท์ 0919512951 โทรสาร 02-6495000 ต่อ 15631 อีเมล์ : patchreewan.swu@gmail.com

Engine by SchoolWeb.in.th